ชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เรียกต้นไม้ที่ให้ยางว่า คาอุท์ชุค [Caoutchouc] แปลว่าต้นไม้ ร้องไห้ จนถึงปีพศ. 2313 (1770) โจเซฟ พริสลี่จึงพบว่ายางสามารถลบรอยดำของดินสอได้โดยที่กระดาษไม่เสีย จึงเรียกยางว่ายางลบหรือตัวลบ [Rubber]ซึ่งเป็นคำเรียกยาง เฉพาะในอังกฤษและฮอลแลนด์เท่านั้น ส่วนใน ประเทศยุโรปอื่นๆ ในสมัยนั้น ล้วนเรียกยางว่า คาอุท์ชุก ทั้งสิ้น
 
  จนถึงสมัยที่โลกได้มีการปลูกยางกันมากในประเทศแถบ อเมริกาใต้นั้น จึงได้ค้นพบว่า พันธุ์ยางที่มีคุณภาพดีที่สุด คือยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าพันธุ์ Hevea ธรรมดามาก จึงมีการปลูกและซื้อขายยาง พันธุ์ดังกล่าวกันมาก และศูนย์กลางของการซื้อขายยาง ก็ อยู่ที่เมืองท่าชื่อ พารา [Para] บนฝั่งแม่น้ำอเมซอน ประเทศบราซิล ด้วยเหตุดังกล่าว ยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยางพารา และเป็นชื่อที่ใช้ เรียกกันแพร่หลาย
 
 
บิดายางพาราไทยกับกำเนิดสวนยาง
“ความร่ำรวยในอาชีพด้านการเกษตรนั้น คือ ความร่ำรวยของประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป และนั่นก็คือความมั่นคงของชาติอันเป็นส่วนรวม”   ข้อความข้างต้นนี้ เป็นคำกล่าวของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาล มณฑล ภูเก็ต นักปกครองผู้มองการณ์ไกล ที่มี ความคิดริเริ่มในทางทำนุบำรุงบ้านเมืองความเป็นอยู่ของราษฎรตลอดจนเพียรพยายามที่จะสร้างงานด้านการเกษตรให้กับประชาชนทุกเวลา ท่านจะต้องนำเอาวิธีการใหม่ที่ได้พบเห็นมาแนะนำและ ส่งเสริมให้ราษฎรยึดถือไปปฏิบัติ ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ เช่น เมื่อไปดูงานประเทศชวากลับมา ก็ได้แนวความคิดที่จะใช้ประสานประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยตรงทั้งในด้านการเกษตรกร ผู้ผลิต และด้านความสะดวกในการซื้อหาของผู้บริโภค สิ่งนั้นคือ "ตลาดนัด" โดยประกาศให้ราษฎรพ่อค้าแม่ค้าต่างตำบล นำสินค้าในท้องถิ่น มาจำหน่ายและแลกเปลี่ยนกัน ที่ตลาดนัดซึ่งได้หมุนเวียนสับเปลี่ยนทั่วทุกตำบลเป็นผลให้ผู้คนต่างท้องถิ่น ได้ไปมาหาสู่ต่อกันมากขึ้น
ยางพาราพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ประเทศไทยผลิตส่งออกตลาดโลกเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย นั้นก็เป็นผลงานชิ้นหนึ่งจากความริเริ่ม ความพยายาม และ ความตั้งใจจริงของพระยารัษฎา ฯ เมื่อ 80 ปีที่แล้วมาอีกเช่นกัน พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี มหาอำมาตย์โท พระยารัษฎาประดิษฐ์ มหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต มีชื่อเดิมว่า คอซิมบี้ ณ ระนอง เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระยาดำรงสุจริต มหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ต้นสกุล ณระนอง ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองระนอง คนแรกมารดาชื่อ กิ้ม เกิดที่จังหวัดระนอง เมื่อ พ.ศ.2400 เมื่ออายุได้ 12 ขวบ คือพ.ศ.2412 ได้ติดตามบิดา ไปประเทศจีนในโอกาสที่บิดาไปพักผ่อนและทำบุญให้กับบรรพบุรุษ ณ มาตุภูมิ จึงมี โอกาสศึกษาเล่าเรียน ณ จังหวัดเจียงจิวบ้าง แล้วกลับมาอยู่จังหวัดระนองช่วยบิดา ทำงานตามเดิม พ.ศ.2425 หลังจากบิดาถึงอนิจกรรม พระยาดำรงสุจริต มหิศรภักดี (คอซิมก้อง ณ ระนอง) ผู้เป็นพี่ชาย ได้นำถวายตัวเป็น มหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระอัสดงคตทิศรักษา ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองสระบุรี พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จหัวเมืองปักษ์ใต้ ถึงเมืองระนอง กระบุรี ทรงเห็นว่าพระอัสดงคตทิศรักษา (คอซิมบี้ ณ ระนอง) มีความสามารถจัดการปกครองเป็นที่พอพระหฤทัย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายไปดำรงตำแห่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่ควนธานีแทนพระยาตรังภูมิภิบาล (เอี่ยม ณ นคร) ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมกับเลื่อนยศจากพระอัสดงคตทิศรักษา เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
ในเวลาต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ตมีขอบข่ายการปกครอง 7 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดตะกั่วป่า จังหวัดระนอง และจังหวัดสตูล ส่วนผู้ที่มาดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังแทน คือ พระสถล สถานพิทักษ์ (ยู่เกี๊ยด ณ ระนอง) บุตรบุญธรรมของพระยาดำรงสุจริต มหิศรภักดี (คอซิมก้อง ณ ระนอง) ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำยางเข้ามาปลูกในประเทศไทยนั่นเอง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ถึงแก่อนิจกรรม ที่บ้าน จักรพงษ์ ปีนัง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2456 มีอายุได้ 56 ปี หลังจากถูกหมอจันทร์ บริบาล แพทย์ประจำจังหวัดลอบยิงด้วยปืนพก (เบรานิง) ที่สะพานเจ้าฟ้า ท่าเรือกันตัง ได้ 45 วัน
 
  Copyright (C) N.Y. Plantation Co., Ltd. All Rights Reserved.
  Created By SiamWebMate